วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิญญาณ แห่งหมึ่ง ในห้องเรียน ม.2




เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง ที่รร.แห่งหนึ่งในห้องเรียนม.2ค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า วันนั้นข้าพเจ้าและเพื่อนลงจากห้องเป็นคนสุดท้ายประมาณ6โมงได้ยกเก้าอี้ขึ้น ทุกตัวผ่านมารุ่งขึ้น ครูได้ใช้ให้ข้าพเจ้ายกของขึ้นไปบนห้องเรียนนั้น ข้าพเจ้าแปลกใจมากเพาะเห็นเก้าอี้แถวหลังวางอยู่ที่พื้นและมีหนังสือวางอยู่

บนโต๊ะเหมือนมีใครมานั่งเรียนข้าพเจ้าจึงรีบวิ่งลงไป เพราะวันนั้นต้องไปทัศนศึกษาต่อมา ตอนเย็นเรื่องได้รู้ถึงเพื่อนๆ จึงอยากลองดีกัน โดยมีเพื่อนขึ้นไป10คน และทุกคนต้องถอดสร้อยพระให้หมด พอขึ้นไป เพื่อนอีก 8คนอึ้งมากค่ะ

เพราะเค้าบอกว่าเห็นเงาคนนั่งอยู่ จึงรีบวิ่งลงไป แต่อีก2คนไม่เชื่อจึงได้ เข้าไปในห้องท้าตะโกนให้สิ่งนั้นออกมา ก้อไม่มีอะไรจนต่อมาเพื่อนอีกคนได้ยินเสียงคนเรียกจึงวิ่งออกไป ขณะนั้นก้อเหลืออยู่ในห้องคนเดียว เพื่อนคน�
��ั้นใส่สายสร้อย(ไม่ใช่สร้อยพระ) เพื่อนบอกว่าเหมือนมีใครมาดึงสายสร้อยอยู่ด้านหลัง

และมีเสียงหัวเราะ เพื่อนหายใจไม่ออกจึงสลบไป เพื่อนทั้งแปดคนสงสัยว่าทำไมเพื่อน2คนยังไม่ลงมา จึงขึ้นไปหา เจอแต่เพื่อนคนเดียวนอนสลบอยู่ในห้อง แต่ไม่เห็นเพื่อนอีกคนเลยตอนนั้นเย็นมากแร้ว จาบอกครูก้อไม่ได้ จึงวิ่งไปหาภาโรงซึ่งภาโรงคนนี้อยู่ที่โรงเรียนนี้มาหลายสิบปีแร้ว ภาโรงเล่าให้ฟังว่า

เมื่อหลายปีที่แร้วมีเด็กนร.คนหนึ่งเรียนอยู่ห้องนี้เค้าประสบอุบัติเหตุตาย เค้าเป็นเด็กที่เรียนดีมาก วินยานจึงวนเวียนอยู่ในห้องเรียน ต่อมาพ่อแม่ของเด็ก2คนนั้นได้รุเรื่อง จึงอุทิดส่วนกุศลไปให้

จึงทำให้เด็กที่สลบไปนั้นฝืนขึ้น แต่เด็กอีกคนได้หายตัวไป ต่อมา2 สับดา ได้พบเด็กคนนั้นเป็นศพไปแล้ว จึงทำให้ห้องเรียนนั้นถูกปิดให้เป็นห้อง เก็บพัศดุสิ่งของ แร้วไม่รู้ว่าจามีใครเข้าไปอีก 



ที่มาจาก  http://www.shockfmclub.com

ผี เรื่องผี ใครในบ้านปิดตาย




หญิงชรากับบ้านปิดตาย ของจริง
ยามที่คุณเดินผ่านบ้านไม้เก่าๆที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ในยามราตรีคุณรู้ศึกยังไง แต่สำหรับผมมีความรู้เหมือนมีคนจองมองผมอยู่ที่บ้านไม้หลังนั้น แต่ผมไม่กล้าพอที่จะกลับหันไปมองบ้านไม้หลังนั้น

เพราะความหวาดกลัวสิ่งที่ไม่ใช้มนุษย์ และผมก็พญายามเดินหน้าต่อไป ด้วยอาการสั่นๆ และในที่สุดสิ่งที่ผมไม่อยากได้ยินก็เกิดขึ้น ผมได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้หญิง เสียงนั้นมันดังมากๆ จงทำให้ผมสะดุ้งตกใจและวิ่งกลับบ้านอย่าง รวดเร็ว...............................

เรื่องเกิดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว ตำบลxxxxx
มันเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของชาวบ้านมีประมาน100คนได้และผมก็ต้องมาด้วยเพราะพ่อผมเป็นเจ้าภาพ

จัดงานอยู่ที่สวนไกลออกจากหมู่บ้านเล็กน้อยเวลาประมาน 4 ทุ้มทุกคนที่นั้นก็กินอิมหนำสำราญกันอยู่ตามปกติ แต่สำรับพวกผม7คนนั้นก็เป็นพวกสำรวจชอบไปป่าบ้างไปหนองน้ำบ้าง และในที่สุดเวลาก็ลวงเลยมานานมากกับการสำรวจ นาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของผมบอกเวลาว่า

ตีหนึ่ง ผมก็เลยบอกทุกคนว่า"พี่จะเล่นผีถวยแก้ววะ ใครจะเล่นด้วย" มีคนประติดเสด3คน คือ ฟลุ๊ก แนน และแพ(กระเทย ทอม ทั้งนั้น)ผมก็เลยไม่ห้ามแต่กฎมีอยู่ว่าถ้าใครที่ไม่ได้เล่นเกมผีถ้วยแก้ว นั้นห้ามมองดูหรืออยู่ด้วย ผมก็เลยบอกพวกเขาให้กับไปที่งาน

และพวกผมก็เริมเล่นกัน 4 คนมี พิษ นน ฟรีม และผม(คิม)วิธีการล่นต้องกระดานให้พร้อมและก็จุดธูปเชินวิญาณและก็เอาควัน ธูปไส้เข้าไปในแก้วแต่เล่นไปมากวิญาณก็ไม่เข้าแก้วสักที่

จงเราจะเลิกเล่นแต่อยู่ดีๆ ก็มีคนเดินมาทางที่พวกผมกำลังเล่นกันอยู่ และเดินเข้าพูดว่าอยากเล่นแบบเจอผีไหม พวกผมทุกคนก็พูดว่า"อยากๆครับ" สภาพของชายแก่คนนั้นเหมือนกับคนจรจัดไม่มีผิดอายุราว 80 แต่ผมก็ไม่ได้นึกอะไรเขาบอกว่าตามมา แต่ก็มีไอ้ นน บอกว่า"ไม่ไว้ใจเลยพี่กลัวมันจับไปฆ่า"

ผมก็เลยบอกว่าไม่ไปครับ เขาก็อยากให้พวกเราไป เขาก็เลยให้เราค้นตัวว่ามีอาวุธไหม และ ให้ดูบัตรประชาชนแต่ผมเห็นบัตรนั้นมันนานมากและหมดอายุไปนานแล้ว ผมก็เลยถามว่า"ตาทำไหมไม่ไปต่ออายุ"ชายแกคนนั้นบอกว่า"ตาไม่มีเวลาไปสักที่"

ผมก็เลยไม่สนใจอะไร ทุกคนตัดสินใจว่า:ไปก็ดีไหนไหนก็เคยไปบ้านร้างมาแล้วตาแกแก่มากทำอะไรเราไม่ได้หลอก" และทุกคนก็ไปกันประมานครึ่งกิโลเมตรได้ และมาถึงบ้านร้างเก่าๆ และเราก็เริ่มเล่นกัน แต่ตาไปไหนไม่รู้ และในที่สุด

ฟรีมก็พูดขึ้นว่า"คนอยู่ตรงหน้าต่าง"ผมก็เลยไม่เชื้อคิดว่าคงเป็นสัตว์ มากกว่าคน เพราะสภาพบ้านนั้นไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะเป็นบ้านร้างไม้เก่าที่อยู่ในป่าทึม แต่มันหน้ากลัวเกินกลัวคนจะมาอยู่ได้ ผมก็เลยบอกว่า"หน้าจะเป็นแมวมากกว่าวะ"และฟริมพูดอีก"คนๆไม่ใช้แมว"

ผมก็เลยมองเข้าไปที่หน้าต่างก็เห็นฆญิงชรากำลังมองดูพวกผมอยู่ในตัวบ้านผมก็ เลยร้องกรีดและกระโดดไปมา และทุกคนในนั้นก็เห็นเหม์อนผม และก็บอกว่า"ห้ามวิ่ง เดินไปด้วยกันจับมือกันไว้และเดินไปข้างหน้าช้า"ความรู้สึกต้องนั้นกลัวมาก คิดอยู่ในใจ

"มาได้ยังไงวะ"แต่เสียงหญิงชราก็ร้องขึ้นว่า"พวกมึนจะไปไหน กูพูดได้ยินไหม กูบอกว่ามาหากู กูจะเอามพวกมึนมาตายแทนกู"พูดอยู่อย่านั้นไปเรื่อยๆ พวกผมก็ร้องไห้(เขียนไปหน้ากลัวมากครับ)แต่ว่าลุงที่พาพวกผมมานั้นก็บอกว่า" จะไปไหนไปตายแทนเมียกูเดียวนี้"และหญิงชราคนนั้นมาทางด้านผมหน้าตามีเลือด เต็มตัวตาแดงผิวขาวเสื้อลายดอก

แต่พวกผมก็ไปต่อไม่ได้ได้แต่ร้องไห้ จนมีร่างของคนแกคนหนึงไส้ชุดสีขาว เป้นผู้ชายพูดว่า"ปล่อยพวกเขาไปเถะฉันขอร้องเขายังเด็กอยู่นะฉันของ"ผมมี ความรู้สึกเชื้อเรื่องผีขึ้นมาเลย และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หายไปมีแต่ตาแกจรจังที่พาพวงเรามา ในต้องนั้นเหมือนมีพลังที่จะวิ่งออกไปจากที่นั้นได้

และพวกผมก็วิ่งไปสวนกับชายแกจรจัง และวิ่งต่อไปจงถึงงานเลียงเวลาประมานตี 4 ทุกคนในงานลวนกับกันเกือบหมดแล้ว ผมก็เลยเราเรื่องทั้งหมดให้ ตาจอม ฟัง ตายเขาบอก"สมัยก็บ้านหลังนั้นเป็นบ้านชาวสวนสองผัวเมียชราคู่หนึ่งอยู่อย่าง มีความสุด

แต่อยู่มาวันหนึ่งมีโจรมาปล้นบ้านและฆ่าหญิงชราทิ้งด้วยการเผาทั้งเป็น และสามีของหญิงชรากับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยแม้แต่นิเดียว และสุดท้ายเขาก็ตามหาคนที่จะไปตายแท้หญิงชรา

เพื่อให้ได้ไปผุกไปเกิด" เรื่องนี้เป็นเรื่องผมไม่อยากจะเล่าเลยที่เพือนอยากให้เขียน ติดตามตอนต่อไปได้เลย เรื่อง คำสาปแห่งความรัก ลาก่อนนะครับของให้ไม่เจอผีหลอกเหมือนผม 


ที่มาจาก   http://www.shockfmclub.com

เจอของดีที่กรมป่าไม้




สวัสดีคับผมโอมอาร์มอยากรู้อะไรไปดูที่โปรไฟล์นะคับ
ผมเป็นคนกลัวผีนะแต่ก็ชอบอ่านนิยายเรื่องผี เอ๊ะ! ยังไง และขอย้ำนะคับว่าเรื่องนี้

เป็นเรื่องจิงแท้แน่นอนไม่มีโม้คือผมเป็นคนพะเยานะคับและอาของผมทำงานอยู่กรมป่าไม้ซึ่งไม่ค่อยไกลเท่าไหร่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น

วันนั้นเป็นวันเกิดอาของผมอาผมจัดวันเกิดที่ป่าไม้คนที่ไปก็เป็นพวกญาติๆกันนี่แหละคับ

และผมก็ไปด้วยและไปกับน้องผมอีกประมาณ 3-4 คน ตอนนั้นประมาณจะเที่ยงคืนแล้ว

เพื่อนของอาผมทำงานที่กรมป่าไม้เหมือนกัน (เป็นญาติกันด้วยแหละ) ง่วงนอนจึงไปนอนกับแฟนของเค้าและพอประมาณเที่ยงคืนเศษๆผมกับน้องชายคน โต(ซึ่งผมสนิทที่สุด)

ง่วงนอนจึงขอผุ้ใหญ่ไปนอนและเค้าให้พากันไปนอนห้องเดียวกับที่เพื่อนอาผมนอน อยู่แล้วผมกับน้องก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงผมยาวเสื้อขาวแต่ไม่เห็นหน้าเพราะ มืดแล้วพอรุ่งเช้าเพื่อนอาผมบอกว่าตัวเองนั้นนอนอยู่ที่ใกล้ประตูและแฟนเค้า นอนข้างขวาแต่ที่ผมเห็นมันคืออะไรล่ะ ?




ที่มาจาก   http://www.shockfmclub.com

หุ่นเจ้าสาว ประสบการณ์ขนหัวลุก จากรังสิต




"นุ่น" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากรังสิต

ดิฉันน่าจะรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นมันผิดปกติมาก แต่น่าแปลกที่ตอนแรกดิฉันไม่ได้สะกิดใจแม้แต่น้อย

วันนั้นเป็นวันแรกที่ดิฉันเข้าไปอยู่ในหอพัก คือว่าดิฉันได้งานทำแถวรังสิต แน่ละ...เมื่อบ้านอยู่ไกลก็จำเป็นต้องหาหอพักอยู่ มีคนแนะนำหอแห่งนี้ให้ ดิฉันก็เลยไปติดต่อด้วยตัวเอง ทางเจ้าหน้าที่ของหอบอกว่ามีห้องเหลืออยู่ห้องเดียว คือห้องหมายเลข 814 อยู่ที่ชั้นแปด มีตู้มีเตียงครบเรียบร้อยทุกอย่าง ถือกระเป๋าใบเดียวก็เดินเข้าไปอยู่ได้เลย

รุ่งขึ้น ดิฉันให้พี่ขับรถมาส่งเพราะต้องขนหมอน ผ้าห่มและกระเป๋าเสื้อผ้า รวมทั้งของใช้ในห้องน้ำมาด้วย

ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ ยังไม่แปดโมงเลยค่ะ พี่ชายต้องรีบไปทำงาน ของแค่นี้ดิฉันขนขึ้นห้องคนเดียวได้ เรื่องกุญแจน่ะรึคะ เรียบร้อยตั้งแต่เซ็นสัญญาเช่าห้องเมื่อวานนี้แล้ว อากาศยามเช้าสดชื่นจริงๆ แสงแดดอ่อนๆ ดิฉันไม่เคยเจอผู้คนเลย มันเงียบสงบดีจัง...

อ้อ! เจอแต่ยามหน้าประตูกระจกชั้นล่างของอาคารคนเดียว เขายิ้มให้ขณะดิฉันใช้กุญแจการ์ดรูดเปิดประตู จากนั้นก็เดินตรงไปที่ลิฟต์ แหม...ลิฟต์เล็กนิดเดียว ขึ้นได้ครั้งละไม่เกินสี่คนเท่านั้น ดิฉันไม่ชอบที่แคบๆ ซะด้วย แต่ไม่เป็นไร ลิฟต์พุ่งขึ้นไปเร็วใช้ได้เลยละ...ปรู๊ดเดียวก็ถึงชั ้นแปด...

ประตูลิฟต์เปิดแล้วดิฉันก็ต้องสะดุ้ง...ตรงข้ามประตู ลิฟต์จัดเป็นเก้าอี้นั่งพัก มีกระจกผนัง มีต้นไม้ประดับอยู่ในกระถาง และสิ่งที่ทำให้ดิฉันสะดุ้งคือ ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนแข็งทื่อ...เธอสวมชุดไทยคล้ ายเจ้าสาว ทำผมสวยงาม ยืนตรง หน้ามองตรง

เมื่อเพ่งดูจริงๆ จังๆ เออหนอ...หุ่นขี้ผึ้งนี่นา!!

ดิฉันถอนใจแล้วนึกขัน หอแห่งนี้มีลูกเล่นแปลกๆ เขามีกระทั่งทำหุ่นขี้ผึ้งมายืนต้อนรับหน้าลิฟต์ ลงทุนน่าดู...ไม่เคยเห็นมีที่ไหนทำอย่างนี้เลย

พอรู้ว่าเป็นแค่หุ่นก็เดินเข้าไปพิศดู เอ...จะว่าไปก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน เขาปั้นจนดูคล้ายคนมากๆ คุณคงนึกออกนะคะ...ผิวพรรณ ผมและดวงตา ดูยังไงก็เหมือนคนไม่มีผิด...เหมือนจนน่าขนลุกจริงๆ

เอาละ! ดิฉันถือถุงหมอน ผ้าห่มและกระเป๋าเสื้อผ้าเดินตรงไปที่ห้องหมายเลข 814 แล้วใช้กุญแจดอกเล็กๆ ไขเข้าไป...ห้องสวยใช้ได้ พอเหมาะพอเจาะกับการอยู่คนเดียว มีระเบียงด้วยซีคะ วิวก็สวยดี ดิฉันชอบอยู่ห้องของตึกสูงๆ ก็เพราะชอบดูวิวนี่แหละ

หลังจากพักผ่อนและเก็บของเข้าที่เข้าทางแล้วดิฉันก็ไ ปทำงาน...

ตอนกดลิฟต์และรออยู่นั้น ก็ยังหันไปชื่นชมหุ่นขี้ผึ้งสาวสวยนั่นเลยค่ะ นึกเล่นๆ ว่าถ้าหล่อนกระดิกได้หรือยักคิ้วให้ ดิฉันคงไม่รู้จะเผ่นไปทางไหน

เย็นนั้นกลับมา อ้าว? หุ่นขี้ผึ้งแสนสวยหายไปแล้ว!

คิดดูอีกทีเขาคงย้ายไปไว้ที่อื่น หรือไม่ก็เอามาวางไว้หน้าลิฟต์ชั่วคราว แต่แหม...ไม่มีเหตุผลเลย เขาเอามาวางไว้ตรงนี้ทำไม? มันมาจากไหน? ใครเป็นเจ้าของ? ช่างเถอะ! อย่าคิดมากเลย...ปวดหัวเปล่าๆ

สามสี่วันถัดจากนั้น ดิฉันได้คุยกับเจ้าหน้าที่ของหอที่ชื่ออ้อย ก็เลยเอ่ยถึงหุ่นขี้ผึ้งตัวนั้น...คุณอ้อยทำท่าตกใจว ูบหนึ่ง แล้วรีบกลบเกลื่อนรับเออรับค่ะ แต่ดิฉันสังเกตเห็นท่าทีพิกลๆ นั้น...และตอนนี้แหละค่ะ ที่เริ่มสะกิดใจ

เรื่องราวทั้งหมดมาเปิดเผยจากเจ้าของร้านอาหารหน้าปา กซอยของหอพักนั้น...

คุยไปคุยมา ดิฉันก็เล่าว่ามาวันแรกมีเรื่องตกใจนิดหน่อยที่เปิดล ิฟต์มาเจอหุ่นขี้ผึ้งแต่งชุดเจ้าสาว สวยสะดุดตามากเชียว...เล่นเอาคุณป้าเจ้าของร้านเอามื อกุมอก เบิกตากว้าง

"คุณเห็นจริงๆ เหรอคะ?"

คุณพระช่วย! นั่นน่ะไม่ใช่หุ่นขี้ผึ้งหรอกค่ะ แต่เป็นผีเจ้าสาวจริงๆ มายืนทื่อให้ดิฉันเห็นเต็มหูเต็มตา เป็นการต้อนรับน้องใหม่ก็ว่าได้!

เธอเป็นผู้เช่าห้องหมายเลข 814 เมื่อหลายเดือนก่อน คุณป้าเจ้าของร้านนี้รู้จักดี เพราะเธอเป็นลูกค้าประจำมากินอาหารแทบทุกวัน เธอมีคนรักที่เธอรักเขามาก และเตรียมจะแต่งงานด้วย ขนาดไปซื้อชุดเจ้าสาวมาอวดคุณป้าเชียวละ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าถูกหลอก เสียเงินทอง เสียทั้งตัว แล้วผู้ชายคนนั้นก็หายเข้ากลีบเมฆไป

เธออับอายและเสียใจจนกินยานอนหลับตายในห้อง 814

ดิฉันโทร.บอกพี่ให้มารับเดี๋ยวนั้น และบอกทางหอด้วยว่าถูกผีหลอก เขาใจร้ายมากที่ให้เช่าห้องนี้ ผลสุดท้ายเขาคืนเงินประกันให้ดิฉัน จะว่าคุ้มก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ ดิฉันขวัญเสียอย่างแรง...ทุกวันนี้ยังอยู่คนเดียวไม่ ได้เลยค่ะ จะบอกให้!


ขนหัวลุก/ใบหนาด



ที่มาจาก  http://www.shockfmclub.com

ไสยศาสตร์ กับ คนเล่นของ




สมัยเด็กผมอยู่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ได้พบเห็นเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ส่วนมากเกี่ยวกับอยู่ยงคงกระพัน บ้างก็มีพระห้อยคอ บ้างก็มีตะกรุดหรือผ้ายันต์ติดตัว ที่แน่ๆ คือผู้ชายจะสักยันต์ต่างๆ กันทุกคนไป

ชายชราอายุห้าสิบเศษชื่อลุงดั่น มีอาชีพทำสวนผักอยู่ใกล้ๆ บ้านผม ลูกๆ แกเติบโตแยกย้ายกันไปหมดแล้ว อยู่กับเมียชื่อป้าแววเพียงสองคนตายาย เป็นคนเล่าเรื่องของขลังต่างๆ ให้ผมฟังหลายครั้ง โดยเฉพาะความเชื่อถือในกฎเกณฑ์เก่าๆ อย่างเคร่งครัดแทบไม่น่าเชื่อ

ลุงดั่นบอกว่าคนเล่นของจะไม่ยอมไปกินอาหารในงานศพ ถ้าไปงานศพกลับมาต้องรีบล้างหน้าด้วยน้ำมนต์ หรือน้ำแช่ใบทับทิม

ไม่กินผลไม้ เช่น มะเฟืองและละมุดเด็ดขาด เพราะถือว่าคล้ายคลึงกับอวัยวะเพศของสตรี แม้แต่น้ำเต้าก็ไม่กิน เพราะทั้งชื่อและลักษณะเหมือนทรวงอกผู้หญิง

ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่ลอดใต้บันได เพราะเชื่อว่าจะทำให้ของเสื่อม

ถ้าเข้าส้วม (หรือเว็จ) ข้างๆ บ้าน แล้วมีใครมาตะโกนเรียกก็จะไม่ยอมขานรับเลย จนกว่าจะโผล่ออกมาแล้ว

ลุงดั่นมีห้องพระเล็กๆ อยู่ข้างห้องนอน แกเคยพาผมเข้าไปดูครั้งหนึ่งก็เห็นบรรยากาศดูทึบทึมน่ากลัว มีพระ บูชากับเทวรูป ตุ๊กตาเด็กสูงราวหนึ่งศอก ปิดทองแทบทั้งตัว...แกบอกว่าเลี้ยงกุมารทองไว้เฝ้าบ้านด้วย

"ถ้ามีใครคิดร้ายบุกเข้ามา กุมารทองของข้าก็จะจัดการมันเอง" แกบอกผมพร้อมเสียงหัวเราะ แต่แววตาดูเหี้ยมเกรียมน่าขนลุก

พ่อผมเล่าว่า เมื่อหนุ่มๆ ลุงดั่นเป็นนักเลงใหญ่ ก่อศัตรูไว้มากมาย แม้ว่าต่อมาแกจะวางมือ หรือ "ถอดเขี้ยวถอดเล็บ" แล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าพวกศัตรูเก่าๆ ยังจะอาฆาตจองเวรอยู่หรือเปล่า? ด้วยเหตุนี้เอง ลุงดั่นจึงต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

คืนหนึ่งก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงคล้ายสัตว์ขู่คำราม ระคนกับเสียงเด็กแผดร้องโหยหวน ตามด้วยเสียงแช่งด่าของลุงดั่น...จนกระทั่งเสียงน่ากลัวต่างๆ เงียบหายไป พวกเราจึงจุดไฟออกไปดู

ภาพที่เห็นทำให้ตกตะลึงไปตามๆ กัน!

ลุงดั่นนุ่งกางเกงขาก๊วยตัวเดียว หน้าอกกับแผ่นหลังพราวด้วยลายสักยันต์ มือถือดาบยืนจังก้าอยู่ที่หัวบันได สายลมพัดยอดไม้ดังซู่ซ่าเกรียวกราว ฟังเหมือนเสียงใครกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะครืนอย่างเย้ยหยัน

"มาฆ่ากูซีวะ ไอ้เดนนรก! เมียกูไปทำอะไรให้มึง ไอ้หน้าตัวเมีย...รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้"

เพื่อนบ้านช่วยกันปลอบโยน ลุงดั่นโยนดาบทิ้ง นั่งซบหน้ากับฝ่ามือสะอื้นฮัก...เมื่อเข้าไปในห้องก็ผงะหน้าไปตามๆ กัน

ป้าแววนอนหงายลืมตาโพลง เลือดท่วมตัว ใบหน้าและทรวงอกมีริ้วรอยเหมือนถูกกรงเล็บสัตว์ฉีกเหวอะหวะอย่างน่า สยอง...ใกล้ๆ กันนั้นมีร่างของตุ๊กตาที่เรียกกันว่ากุมารทอง คอขาด แขนขาหักรุ่งริ่งแทบกลายเป็นเศษดินด้วยซ้ำไป!

ไม่ต้องบอกก็รู้กันดีว่า ศัตรูเก่าของลุงดั่นตามมาอาฆาตจองเวรอย่างไม่ลดละ...แม้ว่าจะทำร้ายลุงดั่น ไม่ได้ เมีย ของแกก็ต้องรับเคราะห์แทน

เมื่อเผาศพป้าแววแล้ว ลุงดั่นก็หาสายสิญจน์มาล้อมบ้านไว้ ตอนกลางคืนก็ถือดาบลงไปเดินวนเวียนรอบบ้าน ด้วยความหวาดระแวงว่าจะถูกศัตรูปองร้ายอีกครั้ง

สิ่งที่ทำให้เพื่อนบ้านขนหัวลุกก็คือ ตอนดึกๆ เมื่อลุงดั่นขึ้นไปนอนแล้ว มักมีเสียงหมาหอนโหยหวน ดังเยือกเย็นเข้าไปถึงหัวใจ...หลายๆ คนโผล่หน้าต่างดูก็เห็นป้าแววเดินเลาะอยู่ริมรั้วไม้ไผ่ที่มีสายสิญจน์ล้อม รอบ พลางร่ำไห้สะอึกสะอื้นก่อนจะเดินหายลับไปทางป่าช้า

อีกราวเดือนเศษ ลุงดั่นก็นอนหลับไปตลอดกาล ไม่ปรากฏว่ามีบาดแผลใดๆ เลย คนลือกันว่าป้าแววหาโอกาสเข้าไปในบ้านจนได้ บางคนก็เชื่อว่าเป็นฝีมือของศัตรูเก่า เข้าทำนอง "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" คนเล่นของอย่างลุงดั่นจึงปิดตำนานลงเพียงนี้เอง!

เรื่องจาก ข่าวสด

เรื่องเล่า ขนหัวลุก ในมหาวิทยาลัย




หนูเรียนอยู่ปี 2 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง รู้สึกรักและผูกพันกับสถานที่และเพื่อนๆ มาก ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่หนูคนเดียว เชื่อว่าคนที่ผูกพันมากกว่าหนูคงมีอีกไม่น้อย เช่น "พี่อ้อ" คนหนึ่งละค่ะ

เธออยู่ปี 3 คณะบริหารธุรกิจ คนละคณะกับหนู แต่เราเจอกันบ่อย ถึงจะคนละคณะแต่ก็มานั่งเป็นเพื่อนคุยกัน นั่งกินขนมด้วยกันได้

พี่อ้อบอบบางราวกับต้นอ้อจริงๆ เรียนเก่งมาก เรียบร้อยนุ่มนวล ยังไม่มีแฟน แต่ดูเศร้าๆ พิกล คนอื่นๆ นินทาว่าพี่อ้อน่าสงสาร คุณพ่อเป็นทหาร ดุมาก เคี่ยวเข็ญอยากให้ลูกได้ดี มีการศึกษาสูงๆ ลูกต้องเรียนเก่ง คะแนนเป็นเลิศ ซึ่งพี่อ้อก็ทำได้มาตั้งแต่ต้น...เธอได้ที่หนึ่งของชั้นมาตลอด หากเป็นที่สองขึ้นมาละก็โดนพ่อตีน่วมเลย

เธอเป็นลูกคนโต รับกรรมเช่นนี้คนเดียว น้องอีกสองคนเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่พ่อไม่เคี่ยวเข็ญ...เรียนเก่งเลิศอย่างเธอน่าจะเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาล แต่คุณพ่อเธอบอกว่ามหาวิทยาลัยนี้ดีเด่นด้านธุรกิจ จึงส่งลูกมาเรียนเอาวิชา

พี่อ้อเป็นที่รักของเพื่อนฝูงและอาจารย์ พ่อค้าแม่ค้าก็รักเธอทุกคน แต่แล้วเมื่อกลางเทอมสุดท้ายปีก่อน เธอป่วยค่ะ...ไม่ใช่ป่วยทางกาย แต่ป่วยทางจิตอย่างรุนแรง!

เริ่มจากที่เธอร้องไห้ตาแดงทุกครั้งเมื่อถึงวิชาเรียนชั่วโมงสุดท้าย ตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าเป็นอะไรก็ปลอบถามกัน เธอสะอื้นเลย...บอกว่าไม่อยากออกจากมหาวิทยาลัยกลับไปบ้านค่ะ...เธอบอกว่า เวลา 5-6 โมงเย็น ตะวันตกดิน เป็นเวลาที่เธอเศร้ามาก

พวกเราปรึกษาอาจารย์ ทุกคนเป็นห่วง อยากคุยกับทางบ้านเพื่อช่วยแก้ปัญหาแต่สายเกินไปค่ะ...เราทราบว่าเธอพยายาม ฆ่าตัวตาย เธอแขวนคอแต่น้องชายมาเห็นช่วยไว้ได้ ไม่ช้าเธอก็กรีดข้อมือเป็นแผลเหวอะหวะ ตอนนี้เธออยู่โรงพยาบาล

เช้าวันหนึ่ง หนูแทบช็อกเมื่อเห็นประกาศติดบอร์ด... เชิญชวนไปงานศพพี่อ้อ

สาเหตุที่บอกไว้ในบอร์ดคืออุบัติเหตุ แต่เรื่องจริงคือ เธอทุบบานเกล็ดหน้าต่างโรงพยาบาลมาเชือดคอ เชือดข้อมือ ตายอย่างน่าสงสารที่สุด

พี่อ้อตายไม่ถึง 24 ชั่วโมงเธอก็มามหาวิทยาลัยแล้วค่ะ!

มีหลายๆ คนเห็นใครๆ คล้ายเธอไปหมด พวกเราหัวเราะสนุกว่าตาฝาด

แต่ตอนเย็นวันนั้น ภารโรงอายุราว 50 แกร้องโวยวายออกมาจากห้องสมุดหน้าตาท่าทางขวัญเสียมากๆ เล่นเอาเด็กที่อยู่เกือบทุ่มวันนั้นตกใจแตกตื่นกันใหญ่

แกเล่าว่า ขณะกำลังจะปิดห้องสมุด แกเข้าไปสำรวจดู เห็นเด็กนักศึกษาหญิงนั่งอยู่คนเดียว แกเลยว่าให้กลับบ้านเถอะ แกจะล็อกห้อง เด็กคนนั้นหันมา แกมองหน้าไม่ชัด...แต่หัวเด็กผู้หญิงนักศึกษาค่อยๆ โตขึ้นๆ ขยายใหญ่จนแกรู้ว่าถูกผีหลอก

พวกเราที่ไปใช้ห้องสมุดจะเจอกับพี่อ้อบ่อยมาก ทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ และคนก็ไปใช้ห้องสมุดกันเนืองแน่น

บางคนจะพบเธอนั่งกับพื้น ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ตามซอกชั้นต่างๆ

บางทีก็หลบมุมหันหลังนั่งคนเดียว ปะปนกับคนเป็นๆ

วิญญาณพี่อ้อวนเวียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่กระนั้น!

ต่อให้รักขนาดไหนเราก็ขยาดนะคะ เวลาเดินๆ อยู่หากเจอใครเดินอยู่ข้างหน้าคล้ายๆ พี่อ้อละก็เราจะผวากันเป็นแถว...กลัวเธอหันมายิ้มให้ละเป็นวิ่งเปิดเปิงแน่

เรื่องที่ร้ายที่สุดเกิดขึ้นวันสุดท้ายที่สอบเสร็จ

วันนั้นพวกเราหลายคนอยู่เย็นเพราะนัดจะไปเที่ยวกันเกือบทุ่มแล้ว นักศึกษาภาคค่ำหยุดเรียน ทำให้บรรยากาศวังเวง ตอนนั้นไม่ยักมีใครนึกถึงพี่อ้อ...ลืมด้วยซ้ำค่ะ

แต่แล้วเจ้าแซม เพื่อนที่ทะลึ่งกว่าเพื่อนเกิดเงยมองบนห้องสมุดซึ่งอยู่ชั้น 5 โน่น มันมองแล้วตาค้าง...ค้างอยู่อย่างนั้น ทำให้พวกเราพลอยมองตามสายตามันไปมั่ง...พวกเราเกือบ 10 คนมองภาพนั้นแล้วตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน

พี่อ้อยืนหน้าห้องสมุด แม้จะมืดเราก็จำเธอได้ เธอยิ้มฟันขาว แต่งชุดนักศึกษา ท่าทางเหมือนยังมีชีวิตอยู่ไม่มีผิด เธอยิ้มและโบกมือให้พวกเราอย่างร่าเริง สดใส

เจ้าแซมถามเสียงสั่นว่า...เห็นมั้ย?

เราพูดไม่ออก แล้วพี่อ้อก็หายไปในความมืด เชื่อเลยค่ะว่าผีมีจริง พี่อ้อมีความสุข และคงจะสิงสู่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่เธอรักไปตราบนานเท่านาน!



เรื่องเล่าจาก ข่าวสด

เรื่องสยอง ห้องตรงข้าม




ก่อนหน้านั้น ณ มหาวิทยาลับมีชื่อแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก ปีการศึกษา 2526 ผมอยู่ที่นี่มาสองเดือนแล้ว กำลังปรับสภาพให้เข้ากันได้กับมหาวิทยาลัยที่นี่ มันก็ไม่ง่ายนักกับการที่เคยอยู่บ้านสบาย ๆ ต้องมาอยู่เองตัวคนเดียว และรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่ตื่นยันนอน

หอพักที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ แบ่งระบบหอชายมีอยู่ 7 หอ ผมได้อยู่หอที่ 7 ซึ่งถือว่าเป็นหอใหญ่ที่สุด แบ่งเป็นปีกซ้ายปีกขวา มีทางเดินเชื่อมตรงกลาง ข้างหน้าหอเป็นลานจอดรถ ส่วนด้านหลังเป็นสนามกีฬาที่เหล่านักศึกษาของแต่ละหอจะมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ตกเย็นละก็ ครึกครื้นมากแต่พอเข้าไต้เข้าไฟแล้วนี่สิครับ เงียบเหงาวังเวงว้าเหว่สิ้นดี เพราะในรั้วมหาวิทยาลัยนะ มีกฏระเบียบควบคุมบังคับ จะเฮจะฮาอึกทึกครึกโครมดึก ๆ ดื่น ๆ เหมือนพวกหอพักเอกชนนอกมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้ ใครทนเงียบทนเหงาไม่ได้ก็ต้องออกไปอยู่หอนอก ส่วนตัวผมจำเป็นต้องอยู่หอใน

เพราะว่าค่าหอนั้นถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง ค่ำลงก็เปลี่ยวเหงาเศร้าซึม คิดถึงพี่ป้าน้าอาบ้านช่องไปตามระเบียบแต่ก็ดีที่ยังมี'ไอ้แกว'เพื่อนผมเอง เป็นนักศึกษาอยู่เฟรชชี่ปีหนึ่งเหมือนผม ถึงจะอยู่คนละคณะ แต่ก็เคยอยู่หอพักที่เจ็ดนี้ด้วยกันมาก่อน ตอนนี้มันย้ายไปอยู่หอนอก และก็เพราะมันนี่แหล่ะ

ที่ทำให้ผมต้องถวายบังคมลาจากหอนี้ไป...ตลอดกาล คืนวันนั้นผมก็นั่งมองไอ้แกวสวาปามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปถึงสี่ซอง ผมก็ได้แต่พูดกับมันว่าไม่เข้าใจมันเลยว่ามันอดมากี่มื้อ เพราะมันย้ายไปอยู่หอนอกนั่นแหล่ะ ไอ้อย่างเรา ๆ น่ะ หักค่าหอแล้วก็แทบจะใช้เดือนไม่ชนเดือน แล้วมันจะออกไปทำไม

พร้อมแอบบ่นไม่ได้ว่าดีนะที่ยังมีเสบียงตุนไว้ มันก็บอกผมว่าไม่อยากออกหรอก แต่มีเหตุจำเป็น ผมก็เลยถามมันว่าเหตุจำเป็นบ้าบออะไรของแก ค่าเช่าหอก็ค้างได้จนสอบมิดเทอมมีเวลาถมเถ หรือว่ามันจะขี้เหงา แต่ก็ไม่น่าเป็นเหตุผลของมัน แล้วมันก็บอกว่าถ้าอยากรู้นักก็ จะบอกให้ แล้วยังกวนเบื้องพระบาทโดยการพูดต่อว่า แต่ว่าขออีกสองห่ออีกต่างหาก

พอสวาปามเข้าไปเสร็จ มันก็บอกว่า แกรู้ใช่ไหมว่าฉันอยู่ห้อง 206 ผมก็เลยบอกว่า ห้อง 206 ห้องตรงข้ามทางเดิน ใช่ ทำไม มันก็เลยร่ายยาวเลย ว่าเคยได้ยินคอลเรียกนายไพโรจน์ห้อง 206 ลงไปรับโทรศัพท์มั้ย ผมก็ตอบว่าเคย แล้วก็ถามว่าไ�
�่เห็นพามาแนะนำเลย มันก็เลยบอกว่าจะพามาได้ไง ห็ห้องมันเคยมีคนชื่อไพโรจน์ที่ไหน

พอมีเสียงคอลขึ้นมาข้าก็จะตอบลงไปว่าไม่มีชื่อนี้ ก็ไม่ยอมเชื่อ โทรมาเรื่อย ๆ จนมีอยู่ครั้งนึง มันทนไม่ไหว ดิ่งลงไปรับสายเอง ปรากฏว่าเป็นเสียงผู้หญิงแก่ ๆ โทรมาหาลูกชายแก ข้าก็บอกแกไปว่าห้องที่แกโทรขึ้นไปน่ะไม่มีคนชื่อนี้ แกก็ไม่เชื่อ

หาว่ากีดกันแกไม่ให้พบกับลูกชายแก มันเลยโกรธ เลยจวกกันไปซะ แกก็บอกว่าไม่ผิดแน่ แถมยังปากจัดมากแต่ยังไม่ใช่แค่นี้ ป้าแกจะโทรมาแค่วันศุกร์ตอนสามทุ่มเท่านั้น วันอื่นเวลาอื่นแกไม่โทร

หลังจากวันนั้น มันก็ไปถามเกี่ยวกับคนชื่อนี้ แต่นักศึกษาปีนี้ไม่มีใครชื่อไพโรจน์เลย จนหนักเข้า มันต้องไปค้นที่สำนักทะเบียนประมวลผล สรุปว่าไอ้คนนั้นเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แล้วก็พ้นสภาพนักศึกษาไปแล้วเพราะนักศึกษาปีหนึ่งที่ชื่อไพโรจน์น่ะ ตายไปแล้ว

เพราะไพโรจน์เป็นปีหนึ่งเมื่อปีที่แล้วแล้วโดนรุ่นพี่แกล้ง สาปให้เป็นลิง มันก็เจี๊ยก ๆ ไป แล้วรุ่งพี่ปีสามก็บอกว่าน้ำแข็งที่สั่งไว้น่ะได้แล้ว รุ่นพี่ปีห้าก็บอกให้ไพโรจน์ไปเอา โดยให้มันไปเจี๊ยก ๆ ตลอดทาง คนก็ฮากันตรึม พอตกเย็นไพโรจน์ก็ผูกคอตายในห้อง 206

ห้องที่มันเคยอยู่นั่นแหล่ะ แล้วมันก็บอกว่าไพโรจน์ยังไม่เท่าไหร่ แต่แม่ไพโรจน์น่ะ ตอนนั้นป้าแกนอนอยู่โรงหยาบาลและเสียชีวิตหลังจากลูกชายตายได้ไม่กี่ชั่วโมง ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ยังไม่ทันรู้เรื่องที่ลูกชายตัวเองผูกคอตายเลยด้วยซ้ำ ผมฟังไปมาก็หัวเราะ ถามมันว่านานไหมกว่าจะคิดได้ขนาดนี้

เล่นเอาซะกลัวเลย แล้วดันไปเห็นพอดี ว่าวันนี้วันศุกร์ และก็สองทุ่มห้าสิบสามแล้ว จะสามทุ่ม เลยลากมันลงไปเลย บอกว่าไง แกบอกว่าวันศุกร์สามทุ่มใช่ไหม ไปเลย แล้วปรากฏว่ามีโทรศัพท์ดังจริง ๆ สามทุ่มเด๊ะ

เข็มวินาทียังไม่เคลื่อนเลย พอรับก็แกล้งบอกว่าผมไพโรจน์ครับ เสียงที่พูดกับผมเป็นเสียงผู้หญิงแก่ ๆ เท่าที่สังเกตมันแก่มากจนผิดปกติ ระหว่างต่อปากต่อคำกันอย่างสนุกสนาน ก็เห็นไอ้เจ้าแกวมันลุกลี้ลุกลน มันกลัวผมจับได้แหง ๆ ว่าเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งของมันแกล้งโทรมา แล้วจู่ ๆ มันก็สะกิดผมยิก ๆ

แล้วก็ชูสายโทรศัพท์ที่ขาดให้ดูด้วยมือสั่นระริก ๆ ผมงี้ตาแถบถลน โยนโทรศัพท์โครมลงบนแป้น แล้วก็แหกปากก้องหอพักเลยครับ...




ที่มาจาก   http://www.shockfmclub.com